แอ้ View my profile

หนีร้อนไปนอน (ช่อง) เย็น

posted on 31 Mar 2013 10:46 by littlest-aa in Travel directory Travel
วอหนึ่งเรียกวอสอง เปลี่ยน !
วอสองรับทราบ เปลี่ยน !
แต่งกลอนฟีดแบ็กไม่ดี เปลี่ยน !
มันไม่ใช่แนวกลับไปเที่ยวต่อดีกว่า เปลี่ยน !
 
อ้ะ งั้นเปลี่ยน ! กลับไปเที่ยวกันเหมือนเดิม ฮ่าๆๆ
 
 
 
          คราวที่แล้ว เล่าตั้งนานกว่าจะจบทริปพม่า อืม.. ไปไหนกันต่อดีนะ.. ไปนอนเต็นท์ชิวๆ กันไหมคะ ตอนนี้อากาศเริ่มร้อนแล้ว เอาทริปหนาวสุดขั้วตอนต้นมกรามาเหลากันดีกว่า เผื่อว่าจะคลายร้อนทางลูกตาได้บ้างนะคะ ทริปแรกของปี ๒๕๕๖ แอ้พาคุณพี่กับคุณเพื่อนไปนอนเต็นท์รับลมหนาว อนึ่ง คุณพี่ตั้ม กับคุณเพื่อนผึ้งเนี่ยอายุเท่าๆ กัน แต่แอ้เลือกที่จะเรียกคนหนึ่งแบบสุภาพ แล้วเรียกจิกอีกคนหนึ่งไปแล้ว แล้วมันก็ติดแหง่ก เราเลยนับญาติกันแปลกๆ ค่ะ 
 
          พี่ตั้มแกเป็นสมาชิกสายเที่ยวสบายๆ เรามีผลงานร่วมกันที่ออกสู่สายตาประชาชีทางบล็อกนี้ (แหมเหมือนออกอัลบั้มเลย) หลายครั้ง เช่น ทุ่งดอกกระเจียวเขาสกเขาค้อกระบี่ และอีกมากมาย จะว่าไปก็เที่ยวกันบ่อยเนาะเนี่ย เดี๋ยวมีเด็ดๆ อีก~
          พี่ผึ้งแกเป็นสมาชิกใหม่ แต่โดนรับน้องมาสองครั้งแล้วเข้มตลอด ครั้งแรกก็พาไปแว้นยาวๆ อยู่ในป่าในดง (ยังไม่ได้เล่า) ครั้งที่สองมาทริปนี้ก็จัดกันแบบหนาวๆ เลยทีเดียว หวังว่าพี่ผึ้งจะไม่ถอดใจไปซะก่อนนะฮะ พี่ผึ้งสู้ๆ พี่ผึ้งสู้ตาย #นังแอ้เต้นปอมๆ เชียร์เพื่อนแบบไม่ห่วงสังขาร
 
          คือเรื่องมันไม่มีอะไรมาก แค่พี่ตั้มอยากทดลองใช้ชีวิตกลางแจ้งดู เพราะยังไม่เคย ส่วนไอ้แอ้เกิดมาอยู่กะดินกะทรายอยู่แล้ว ก็เลยรั้งตำแหน่งไกด์กันดารกิติมศักดิ์ ซึ่งน้อยคนนะคะที่แอ้จะรับอาสาพาเที่ยว ต้องเป็นคนพิเศษจริงๆ คือมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะเจออะไร กลับมาจะไม่เลิกคบกัน เพราะแอ้ชอบทำอะไรห่ามๆ แบบไม่บอกล่วงหน้าอยู่เรื่อย ฮ่าๆๆ
 
 
          วันนั้นมาทำงานกันพร้อมกระเป๋าเดินทาง เลิกงานก็ออกเดินทางพร้อมๆ กันด้วยรถแจ๊สซ่าของพี่ตั้ม คึกคักกันเป็นอันมาก ออกจากกรุงเทพฯ ได้ เราก็มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือเป๊ะๆ ผ่านพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และตกลงจะพักกันที่สิงห์บุรี เพื่อนๆ ทั้งสองท่านขับรถกันเก่งมากๆ (แอ้มีแ่ต่เพื่อนขับรถเก่งแฮะ จริงๆ นะเนี่ย) เราสุ่มๆ ได้ที่พักในตัวเมือง ชื่อปลายเปิดมากว่า ปริลดา ถามว่าปลายเปิดยังไง คือเราพยายามหาวิธีออกเสียงของที่พักแห่งนี้ได้เยอะมากๆ และมีความเป็นไปได้แทบทั้งหมด (โดยไม่แคร์ความหมายอะนะ) เช่น
          ปะ-ริน-ดา
          ปริ-ละ-ดา
          ปริน-ดา
          ปะ-ริ-ละ-ดา
          ปริน-ละ-ดา
          ปะ-ริน-ละ-ดา
 
          โอ้ย งง.. นอกจากชื่อพางงแล้ว จิ้งจกยังดกด้วย หวาดผวาอยู่เนืองๆ
 
          พอได้ที่พัก เราก็ออกมาหาอาหารยามดึกก่อนนอนกันที่ตลาดกลางคืน บรรยากาศเมืองเล็กๆ ในภาคกลางกระแทกความรู้สึกอย่างจัง ถนนมีรถจอดบ้าง ดูไม่เนี้ยบ แต่ก็ไม่ถึงขั้นพลุกพล่าน สิงห์บุรี เป็นจังหวัดที่แอ้ว่า ขาดการสนับสนุน ขาดไอเดียหรืออย่างไรก็ไม่ทราบค่ะ อันนี้ความเห็นส่วนตัว คือสิงห์บุรีอยู่ใกล้กรุงเทพฯ บรรยากาศท้องทุ่งหาดูได้ไม่ยาก มีวัดพระนอนดัง มีของกินปลาช่อนแม่ลา (อันนี้แอ้ว่าไม่ดึงดูดเท่าไหร่มั้ง) ถ้าให้แอ้บริหาร คงจัดหมู่บ้านโฮมสเตย์วิถีไทย กับตลาดน้ำแหล่มๆ สักสองสามแห่ง ทำจุดชมวิวเจิดๆ สักวิวสองวิว โปรโมทความศักดิ์สิทธิ์ของวัด 
          ที่สำคััญ ปรัับปรุงตัวเมืองเสียด้วย มีร่องรอยของการจะสร้างจะซ่อมอะไร แล้วสร้างไม่เสร็จให้เห็นอยู่ประปราย อาจจะช่วยให้เมืองเหงาๆ แห่งนี้ มีสีสันและชีวิตชีวามากขึ้นค่ะ
 
          คืนนั้นเรากลับมาหลับพักผ่อนเอาแรงกันอย่างเงียบๆ มีนอนดิ้นถองกันบ้าง กรนใส่กันบ้าง ไม่มีแผลแตก แอนตาซิลไม่ต้องแจกทอง แค่พอให้ปวดซี่โครงนิดหน่อย แซวกันอีกพอสมควร
 
 
          เช้าต่อมาเราตื่นแต่เช้า รีบเผ่นไปวัดพระนอนจักรสีห์ แอ้เคยชมวัดคู่ของวัดนี้มาแล้วที่อ่างทอง คือวัดขุนอินทรประมูล เสียดายเราไปเช้าเกิน ที่วัดยังไม่เปิดให้ชมองค์พระนอน ได้แต่เดินชมบรรยากาศเงียบสงบรอบๆ ตอนคนเยอะเป็นยังไงเราไม่ทราบ แต่ตอนเช้าสงบและบรรยากาศสบายๆ มากเลยค่ะ เป็นการสงบจิตใจสำหรับเริ่มวันใหม่ได้อย่างดี
 
 




 
          วันนั้นอากาศค่อนข้างร้อน พอสายหน่อยแดดก็แผดเผา ภาคเหนือตอนล่างต่อภาคกลางตอนบนอากาศร้อนฉ่า ทริปนี้พี่ตั้มดูทีวีมา เขาพาเที่ยวอุทยานแห่งชาติคลองลาน เราตั้งใจจะไปที่นั่น แอ้ค้นแผนที่แล้วกรี๊ดกร๊าดว่ามันอยู่ใกล้ๆ แม่วงก์ เราขอแวะแม่วงก์ด้วยได้ไหม ทุกคนก็ไม่ได้ว่าอะไร
 
          ท่ามกลางเปลวแดด แอร์รถแจ๊สพยายามต่อสู้กับความร้อนจากภายนอก เรางงๆ เส้นทางกันพอสมควรเมื่อออกจากถนนเส้นหลักแถวคลองขลุง จ.กำแพงเพชรแล้วเข้าสู่ถนนสายท้องถิ่น ถามทางไปบ้าง เปิด GPS ในมือถือไปบ้าง มึนงงและสงสัย และแ้ล้วป้ายอุทยานแห่งชาติคลองลานก็ปรากฏให้เห็น..
 
          ..แค่ไม่กี่หน แล้วก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
 
 
          เราหลงทาง เลยเถิด และขับไปจนถึงป้ายอุทยานแห่งชาติแม่วงก์..ว่ะเฮ้ย ! แอ้กระโดดดึ๋งๆ ลงไปสอบถาม พี่เจ้าหน้าที่ว่า เราเลยทางเข้าคลองลานมาราวๆ ๑๐ กม. ณ จุดนั้นเรามีทางเลือกมากถึง ๓ ทาง คือ นอนซะที่ อช.แม่วงก์, ย้อนกลับไป อช.คลองลาน หรือเดินหน้า ขึ้นไปกางเต็นท์ที่ช่องเย็น สัมผัสความหนาวเหน็บ.. แน่ล่ะว่า พี่เขาเชียร์ช่องเย็น และแน่นอนว่าแอ้ก็อยากไปซะด้วยสิ
 
          ก็เลยสอบถามพี่ตั้มกับพี่ผึ้งว่า เราไปนอนช่องเย็นกันไหม ทั้งสองคนบอกว่าได้ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะรื่นเริงเท่าไหร่ คือตอบมาแบบงงๆ มนุษย์ทั่วไปในโลกคงไม่ชอบเปลี่ยนแผนบ่อยๆ เหมือนแอ้ อันนี้แอ้ลืมนึกไป ต้องขออภัยจริงๆ (ขอไปแล้ว ขออีกทีแล้วกัน) ตอนนั้นเค้าไม่ทันนึก T T
 
 




 
 
          แล้วเราก็ขึ้นถนนแคบชันอีกช่วงเป็นช่วงสุดท้ายก่อนถึงช่องเย็น ถนนพังบ้างบางแห่ง เจ้าของรถคงสงสารรถน่าดูที่กระเด้งกระดอนตามจุดที่ผิวถนนกร่อนพัง ตราบเท่าที่เรายังเคลื่อนตัวสูงขึ้น เราก็ทอดทิ้งอากาศร้อนๆ แผดๆ ไว้เบื้องหลัง ยามบ่าย เราก็มาถึงจุดกางเต็นท์ช่องเย็น
 
 
          สำหรับแอ้ที่นี่ถือว่าสะดวกสบายค่ะ รถจอดใกล้สนามหญ้ามากๆ ขนของเดินแค่นิดเดียวเอง ถ้าขี้เกียจก็เอารถจอดชิดด้านสนามหญ้าแล้วกางเต็นท์ข้างๆ รถ ยิ่งสบายใหญ่ หยิบของโยนๆ ได้เลย ลานกางเต็นท์ไม่กว้างขวางมาก รูปทรงยาวคล้ายกิ่วกางเต็นท์ที่เขาช้างเผือก ต่างแต่ที่นี่มีวิวเหวด้านหนึ่ง กับภูเขาและป่าทึบตีกรอบไว้รอบด้านที่เหลือ ส่วนห้องน้ำ ดีกว่าที่เขาช้างเผือกอย่างไม่ต้องสืบ
 
 
          เราช่วยกันกางเต็นท์แบบขลุกขลัก แอ้เพิ่งซื้อเต็นท์ใหม่ค่ะ เพิ่งลองกางที่ลานจอดรถหลังคอร์ตแบดไปครั้งเดียว เต็นท์หลังใหม่นี้จงใจซื้อเผื่อเพื่อน เพราะหลังใหญ่กว่าหลังเก่ามาก และก็ฟังก์ชั่นอะไรเพิ่มมาพอให้สนุกและสบายขึ้น แต่ข้อเสียคือน้ำหนักเต็นท์หลังนี้ หนักเกินเลยมากอันเนื่องจากมันเป็นเต็นท์สองชั้นบวกด้วยหนอนอีกครึ่งตัว (ศัพท์เฉพาะแอ้เนี่ยแหละ ชอบเรียกกันสาดหน้าเต็นท์ว่าตัวหนอน ไม่รู้ที่ถูกเขาเรียกยังไง) เมื่อกางเต็นท์เสร็จ เป็นเวลาประมาณบ่ายสา่มครึ่ง แอ้ไล่เพื่อนๆ ไปอาบน้ำ ท่ามกลางความงุนงงสงสัยของเพื่อนๆ คืนนั้นมีเค้าจะหนาวดิ้นค่ะ เห็นท่าไม่มี เลยทยอยกันอาบน้ำก่อนเลยดีกว่า.. 
 
 


 




 
 
          เนื่องจากมันเป็นการออกมานอนกลางแจ้งในบทเรียนขั้นต้น เราจึงไม่มีอะไรทารุณมากไปกว่านี้ค่ะ ไม่ได้เดินป่า แค่เข้าไปดูและถ่ายรูปประมาณยี่สิบเมตรเห็นจะได้ เราสามคนเดินสำรวจบริเวณรอบๆ ช่องเย็นนี้เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม คนเยอะพอสมควร (จำกัดจำนวนด้วย) แต่วิวก็กว้างขวาง แบ่งกันได้ค่ะ จะมีก็แต่ตรงป้ายที่ค่อนข้างจะเป็นจุดฮิตสำหรับการถ่ายรูป โดยเฉพาะหากคาดหวังให้มีสัญลักษณ์ช่องเย็นพร้อมๆ กับแสงส้มเรืองรองของพระอาิทิตย์ตก แต่สำหรับแอ้ แอ้ว่ามันถ่ายยากน่ะ ถ่ายย้อนแสงแรงๆ ยังไม่เก่งพอจะหวังคุณภาพได้ เลยสละป้ายให้คนอื่นแล้วมายืนเก๋ๆ กันโปร่งๆ ชมพระอาทิตย์อันเจิดจ้าค่อยๆ โบกมือลาเราไปสู่เบื้องหลังขุนเขาและป่าใหญ่
 
 




 
 
          หลังตะวันลับขอบฟ้า ความมืดค่อยๆ โรยตัวสู่ช่องเขา เราก็พบว่าช่องเย็นนั้นไม่ได้เย็นแต่ชื่อ อันที่จริงมันควรถูกเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ให้เหมาะสมเป็นช่องหนาว หรือสำหรับคืนนั้นถ้าจะใช้ชื่อ "ช่องโคตรหนาว" ก็ยังไ่ม่เวอร์เกินไป เราเตรียมอาหารกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาศัยอังมือกับฝาหม้อไปพลางๆ เมนูหรูสุดๆ ก็ไม่พ้นมาม่าอยู่ดี พี่ตั้มมีมาม่าเกาหลีมาด้วย อร่อยดีค่ะ เราสุมกันรอบๆ เตา ตอนแรกก็ยังขำๆ กันดีอยู่ หลังๆ มาเริ่มหนาวจัดขึ้นเรื่อยๆ เราเลยล่าถอยเข้าไปนอนในเต็นท์กันตั้งแต่สองทุ่ม แม้จะยังไม่ได้เวลานอนตามปกติของแอ้กับผึ้ง แต่หลังนอนฟังกลุ่มวัยรุ่นคึกคะนองที่ดื่มกินกันเสียงก้องป่าได้สักพักเราก็หลับคร่อก ส่วนพี่ตั้มน่าสงสารมากเพราะหนาวเกินนอนไม่หลับ ซึ่งแอ้เคยเป็นมาแล้ว สมัยหัดเที่ยวใหม่ๆ นู่น (ขอบอกว่ามันโคตรทรมาน โดยเฉพาะถ้าความหนาวนั้นเกิดพร้อมๆ กับการที่เรานอนเหนือพื้นดินชุ่มชื้นแค่ผ้ารองสามชั้นกั้น) แปลกดีว่านานๆ ไป คนเราก็พัฒนาร่างกายจิตใจให้ทนร้อนทนหนาว ถ้าเราตั้งใจจะทำมันให้ได้จริงๆ น่ะนะ
 
          ตอนแรกแอ้ว่าจะจัดการวัยรุ่นกลุ่มนั้นซะเอง แต่คิดๆ ดูแล้วก็อย่าเลยดีกว่า เจ้าหน้าที่เขาก็มี ส่วนมากเขาจะมีเวลาเข้าไปเตือนของเขาค่ะ เช่นสามทุ่มเป็นต้น แต่เรานอนไว เลยรำคาญไวหน่อย.. แอ้ก็เคยเป็นวัยรุ่นมา ก็เข้าใจนะ เอะอะโวยวายนีก็เป็นมาบ้างค่ะ โดนเขาด่าก็บ่อยๆ พอแก่แล้วทำเป็นรับไม่ได้ ฮ่าๆๆ
 
 
          วันรุ่งขึ้นมาเยือนอย่างช้าๆ แอ้ตื่นแต่มืด ออกมาทำนู่นนี่ ตระเตรียมอาหารเช้า เตา และอุปกรณ์ต่างๆ พระอาทิตย์ขึ้นจากด้านหลัง มีเขาบัง จึงไม่ต้องลำบากลำบนไปตั้งกล้องรอ ซึ่งถ้ามันอยู่ในวิสัยที่จะไปตั้งกล้องรอได้ ยังไงก็ต้องไป) พี่ตั้มกับผึ้งตื่นมาอย่างหนาวเหน็บ เราทำอาหารกันอย่างสบายๆ ช้าๆ ทำไปกินไปเพราะหม้อมันเล็ก แถมยังโดนฉกฝาหม้อไปลูบๆ คลำๆ เพื่ออุ่นมือบ่อยๆ พอแสงสายๆ สาดส่องมาที่ลานกางเต็นท์ กลุ่มเรา และกลุ่มอื่นๆ อีกราวครึ่งหนึ่ง ก็เริ่มเก็บของ ยุบเต็นท์กันค่ะ เราจัดการทั้งหมดได้เรียบร้อยในเวลาไม่นานมากเพราะซ้อมมาแล้วหนึ่งรอบ (ที่ลานจอดรถ) เดินถ่ายรูปเล่นส่งท้่าย แล้วลงจากช่องเย็นกัน
 


 
          นักดูนกหลายคนยังอยู่ต่อพร้อมอุปกรณ์โคตรหรู และชุดลายพราง บางคนเริ่มวันใหม่ด้วยการปักหลักที่พุ่มไม้สักพุ่ม รอเวลาที่นกน้อยๆ จะแวะมาเป็นแบบให้ถ่ายรูป แอ้ทั้งทึ่งทั้งอิจฉาพวกคนดูนกเสมอ ถ้าใครสนใจความหลงใหลที่อธิบายยากของบุคคลพวกนี้ ลองชมหนังเรื่องนี้ดูค่ะ The Big Year